วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562
วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562
คำถามกรณีศึกษาบทที่6
คำถามกรณีศึกษาบทที่6
1. ระบบการมองเห็นด้วยเครื่องจักร สามารถช่วยให้เกิดผลกำไรสูงขึ้น
และปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
ตอบ
ในโรงเลื่อยแถบตอนใต้ระบบการมองเห็นด้วยเครื่องเลเซอร์ (Laser Vision Systems)จะวัดขนาดของไม้ซุงและคำนวณการเลื่อยไม้ซุงนั้นให้ได้ผลกำไรคุ้มค่าที่สุดภายใต้สภาพตลาดปัจจุบัน
เพื่อให้ได้มาตรฐานเครื่องเลเซอร์ที่โรงงานผลิตรถยนต์ Mercedes-Benz .OU.S.ได้กำหนดการวัดขนาดไว้หลายประการเพื่อใช้กับตัวถังรถยนต์ที่ผลิตขึ้นใหม่เครื่องส่องขยายกำลังสูง
ใช้ตรวจสอบสิ่งที่มีขนาดเล็กเกินกว่าที่มนุษย์จะเห็นได้ อย่างเช่น
การตรวจหาสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กจิ๋วในโรงงานผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ( Semiconductor)
คำถามท้ายบทที่ 6
1. ทำไมแนวโน้มของระบบสารสนเทศ
จึงมีการนำไปสนับสนุนงานธุรกิจหลายด้าน
ตอบ
เพื่อแก้ปัญหาและสร้างโอกาสในธุรกิจและผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานระบบสารสนเทศ
สามารถสนองความต้องการการใช้งานด้านธุรกิจได้
2. ทำไมระบบการตลาดปัจจุบัน
จึงเปลี่ยนมาเป็นการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต จงอธิบาย
ตอบ
การตลาดทำหน้าที่สำคัญในการจัดการธุรกิจการค้า องค์ธุรกิจจะต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น
เพื่อช่วยในการทำงานด้านการตลาดที่สำคัญในอันที่จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
3. จงยกตัวอย่างของบริษัทที่นำระบบสารสนเทศเข้าไปช่วยทางธุรกิจ
ตอบ บริษัท Gulf States Paper Corporation
4. ระบบการขายในสำนักงานอัตโนมัติ
มีผลกระทบต่อพนักงานขาย พนักงานฝ่ายบริหารการตลาด
และฝ่ายจัดทำเรื่องการแข่งขันอย่างไร
ตอบ
การเพิ่มจำนวนขึ้นของคอมพิวเตอร์และเครือข่ายทำให้เกิดปัจจัยพื้นฐานสำหรับแรงขับเคลื่อนการขายอัตโนมัติ
ในหลายๆบริษัท ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
เว็บบราวเซอร์และซอฟแวร์ด้านการจัดการติดต่อการขายเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมต่อกับเว็บไซต์การตลาดบนอินเทอร์เน็ต
เอ็กซ์ทราเน็ตและอินทราเน็ตของบริษัท
5. ระบบอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต
และเอ็กซ์ทราเน็ต สามารถนำมาช่วยในการทำงานร่วมกันในกระบวนการผลิตได้อย่างไร
ตอบ กระบวนการผลิตเหมือนกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยงานวิศวกรรมและการออกแบบ
การควบคุมการผลิต ตารางการผลิต
และการบริหารด้านการจัดหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความร่วมมือ
การเพิ่มในเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต
และเอ็กซ์ทราเน็ตและเครือข่ายอื่นๆเพื่อเชื่อโยงกับสถานีงาน
6. ระบบอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต
ช่วยสนับสนุนด้านการการจัดการเรื่องทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไร ยกตัวอย่างมาอย่างละ 3 ตัวอย่าง
ตอบ - อินเทอร์เน็ต
เช่น ระบบออนไลน์ของ HRM ได้เกี่ยวข้องกับการจัดหาลูกจ้างผ่านเว็บไซต์ของแผนกจัดหาลูกจ้างของบริษัท
ใช้บริการและฐานข้อมูลของบริษัทจัดหางานบนเว็บ
การประกาศผ่านกลุ่มข่าวบนอินเทอร์เน็ตและสื่อสารกับผู้สมัครงานผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
- อินทราเน็ต เช่น
การให้บริการตัวเองของลูกจ้างจะช่วยให้พนักงานได้เห็นรายงานด้านผลประโยชน์และค่าใช้จ่าย
ข้อมูลด้านการจ้างงานและเงินเดือน สามารถเข้าถึงและปรับปรุงสารสนเทศส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน
7. เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ด้านการบัญชี
และการเงินอย่างไร อธิบาย
ตอบ
ระบบคอมพิวเตอร์ด้านการบัญชีจะทำการบันทึกและรายงานการไหลเวียนของเงินทุนภายในองค์กรในเรื่องที่สำคัญในอดีตและผลิตรายการด้านการเงิน
ส่วนระบบสารสนเทศด้านการเงิน
สนับสนุนผู้จัดการฝ่ายการเงินในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการเงินของบริษัท
เป็นต้น
8. ถ้านักศึกษาเป็นเจ้าของธุรกิจ
เป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้ประกอบการทางธุรกิจเอง นักศึกษาคิดที่จะนำเอาระบบสาระสนเทศมาใช้หรือไม่
เพราะเหตุใด จงให้เหตุผล
ตอบ ใช้
เพราะระบบสารสนเทศสามารถที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราไปอย่างได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายในการบริหารงานมากขึ้น
ยิ่งในเรื่องของระบบสารสนเทศด้านบัญชีและรบบสารสนเทศด้านการตลาด ช่วยในเรื่องของระบบบัญชีออนไลน์
กลยุทธ์การตลาดช่วยในเรื่องารใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากที่สุด
บทที่ 6 ระบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงานทางธุรกิจ
บทที่ 6 ระบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงานทางธุรกิจ
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการดำเนินธุรกิจ
ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างการดำเนินธุรกิจ
เทคโนโลยี และการตัดสินใจที่ต้องกระทำอย่างสอดคล้องกัน
ปัจจุบันผู้บริหารต้องประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การตัดสินใจทางธุรกิจขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์และสร้างโอกาสในการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์การ
ผู้บริหารต้องสามารถจัดการกับเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. กำหนดกลยุทธ์องค์การที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. กำหนดแผนงานสารสนเทศระดับองค์การและการดำเนินงาน
กำหนดโครงสร้างหน่วยงานสารสนเทศ
3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศขององค์การ
(information system infrastructure) เช่น อุปกรณ์ ชุดคำสั่ง
ระบบสื่อสารและจัดการข้อมูล ระบบสำนักงานอัตโนมัติ
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดศักยภาพ
และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของงานสารสนเทศในองค์การ
4. กำหนดรายละเอียดการดำเนินงานภายในองค์การ
พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความพร้อมต่อการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ
ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่องค์การ
ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ
ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ (business information systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ
โดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ
ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ทั้งองค์การ
สามารถประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับปฏิบัติงานและระดับบริหาร
โดยเราสามารถจำแนกระบบสารสนเทศตามหน้าที่ทางธุรกิจตามหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี
(accounting information system)
2. ระบบสารสนเทศด้านการเงิน
(financial information system)
3. ระบบสารสนเทศด้านการตลาด
(marketing information system)
4. ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน
(production and operations information system)
5. ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล
(human resource information system)
ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี
ปัจจุบันงานของนักบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมาก
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยทำให้มีการพัฒนาชุดคำสั่งสำเร็จรูปหรือชุดคำสั่ง
เฉพาะสำหรับช่วยในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล
ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความถูกต้องใน การทำงานแก่ผู้ใช้
ทำให้นักบัญชีมีเวลาในการปฏิบัติงานเชิงบริหารมากขึ้น เช่น
การออกแบบและพัฒนาระบบงาน พัฒนาระบบงบประมาณและระบบข้อมูลสำหรับผู้บริหาร เป็นต้น
โดยที่ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี (accounting information systems) หรือที่เรียกว่า AIS
จะเป็นระบบที่รวบรวม จัดระบบ
และนำเสนอสารสนเทศทางการบัญชีที่ช่วยในการตัดสินใจแก่ผู้ใช้สารสนเทศทั้งภายในและภายนอกองค์การ
โดยระบบสารสนเทศทางการบัญชีจะให้ความสำคัญกับสารสนเทศที่สามารถวัดได้ หรือ
การประมวลผล เชิงปริมาณมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงคุณภาพ
โดยระบบสารสนเทศด้านการบัญชีจะมีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วนคือ
1. ระบบบัญชีการเงิน
(financial accounting system) บัญชีการเงินเป็นการบันทึกรายการคำที่เกิดขึ้นในรูปตัวเงิน
จัดหมวดหมู่รายการต่าง ๆ สรุปผลและตีความหมายในงบการเงิน ได้แก่ งบกำไรขาดทุน
งบดุล และงบกระแสเงินสด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ
นำเสนอสารสนเทศแก่ผู้ใช้และผู้ที่สนใจข้อมูลทางการเงินขององค์การ เช่น
นักลงทุนและเจ้าหนี้ นอกจากนี้ยังจัดเตรียมสารสนเทศในการตัดสินใจของผู้บริหาร
ซึ่งนักบัญชีสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศใช้ในการประมวลข้อมูล
โดยจดบันทึกลงในสื่อต่าง ๆ เช่น เทปหรือจานแม่เหล็ก
เพื่อรอเวลาสำหรับทำการประมวลและแสดงผลข้อมูลตามต้องการ
2. ระบบบัญชีบริหาร (managerial
accounting system) บัญชีบริหารเป็นการนำเสนอข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร
เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ ระบบบัญชีจะประกอบด้วย บัญชีต้นทุน การงบประมาณ
และการศึกษาระบบ โดยมีลักษณะสำคัญคือ
* ให้ความสำคัญกับการจัดการสารสนเทศทางการบัญชีแก่ผู้ใช้ภายในองค์การ
* ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในอนาคตของธุรกิจ
* ไม่ต้องจัดทำสารสนเทศตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
* มีข้อมูลทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน
* มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน
AIS จะให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลและการติดต่อสื่อสารทางการเงิน
ซึ่งเป็นกระบวนการติดต่อสื่อสารมากกว่าการวัดมูลค่า โดยที่ AIS จะแสดงภาพรวม จัดเก็บ จัดโครงสร้าง ประมวลข้อมูล ควบคุมความปลอดภัย
และการรายงานสารสนเทศทางการบัญชี
ปัจจุบันการดำเนินงานและการไหลเวียนของข้อมูลทางการบัญชีมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้นักบัญชีต้องกำหนดคุณสมบัติของสารสนเทศด้านการบัญชีให้สัมพันธ์กับการดำเนินงานขององค์การ
ประการสำคัญ AIS และระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะมีทั้งส่วนที่แยกออกจากกันและเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
แต่ MIS จะให้ความสำคัญกับการจัดการสารสนเทศสำหรับการตัดสินใจของผู้บริหาร
ขณะที่ AIS จะประมวลสารสนเทศเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์การ
เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ และผู้บริหาร เป็นต้น
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน
ระบบการเงิน (financial system) เปรียบเสมือนระบบหมุนเวียนโลหิตของร่างกายที่สูบฉีดโลหิตไปยังอวัยวะต่าง
ๆ เพื่อให้การทำงานของอวัยวะแต่ละส่วนเป็นปกติ ถ้าระบบหมุนเวียนโลหิตไม่ดี
การทำงานของอวัยวะก็บกพร่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดย ตรงต่อระบบร่างกาย
ระบบการเงินจะเกี่ยวกับสภาพคล่อง (liquidity) ในการดำเนินงาน
เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินสดหมุนเวียน ถ้าธุรกิจขาดเงินทุน อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นทั้งโดยตรงและทางอ้อม
โดยที่การจัดการทางการเงินจะมีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ
ดังต่อไปนี้
1. การพยากรณ์
(forecast) การศึกษา วิเคราะห์ การคาดกราณ์ การกำหนดทางเลือก
และการวางแผนทางด้านการเงินของธุรกิจ เพื่อใช้ทรัพยากรทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยนักการเงินสามารถใช้หลักการทางสถิติและแบบจำลองทาง คณิตศาสตร์มาประยุกต์
การพยากรณ์ทางการเงิน จะอาศัยข้อมูลจากทั้งภายในและภายนอกองค์การ
ตลอดจนประสบกราณ์ของผู้บริหารในการตัดสินใจ
2. การจัดการด้านการเงิน
(financial management) เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เช่น รายรับและรายจ่าย การหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก เพื่อที่จะเพิ่มทุนขององค์การ
โดยวิธีการทางการเงิน เช่น การกู้ยืม
การออกหุ้นหรือตราสารทางการเงินอื่น เป็นต้น
3. การควบคุมทางการเงิน
(financial control) เพื่อติดตามผล ตรวจสอบ
และประเมินตวามเหมาะสมในการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่
ตลอดจนวางแนวทางแก้ไขหรือปรับปรุงให้การดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจมีประสิทธิภาพ
โดยที่การตรวจสอบและการควบคุมการทางการเงินของธุรกิจสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้
* การควบคุมภายใน (internal
control)
* การควบคุมภายนอก (external control)
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (finalncial information system)
เป็นระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น
สำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางด้านการเงินขององค์การ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน
และการควบคุมทางด้านการเงิน เพื่อให้การจัดการทางการเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยที่แหล่งข้อมูลสำคัญในการบริหารเงินขององค์การมีดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลจากการดำเนินงาน
(operatins data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานของธุรกิจ
ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุม ตรวจสอบ และปรับปรุงแผนการเงินขององค์การ
2. ข้อมูลจากการพยากรณ์
(forecasting data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและประมวลผล
เช่น การประมาณค่าใช้จ่ายและยอดขายที่ได้รับจากแผนการตลาด
โดยใช้เทคนิคและแบบจำลองการพยากรณ์ โดยที่ข้อมูลจากการพยากรณ์ถูกใช้ประกอบการวางแผน
การศึกษาความเป็นไปได้ และการตัดสินใจลงทุน
3. กลยุทธ์องค์การ
(corporate strategy) เป็นเครื่องกำหนดและแสดงวิสัยทัศน์
ภารกิจ วัตถุประสงค์ แนวทางการประกอบธุรกิจในอนาคต
เพื่อให้องค์การบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
โดยที่กลยุทธ์จะเป็นแผนหลักที่แผนปฏิบัติการอื่น ต้องถูกจัดให้สอดคล้องและส่งเสิรมความสำเร็จของกลยุทธ์
4. ข้อมูลจากภายนอก
(external data) ข้อมูลทางเศรษฐกิจและการเงิน สังคม การเมือง
และปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยข้อมูลจากภายนอกจะแสดงแนวโน้มในอนาคตที่ธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานกราณ์
ระบบสารสนเทศด้านการบัญชีและระบบสารสนเทศด้านการเงิน
จะมีความสัมพันธ์กัน
เนื่องจากข้อมูลทางการบัญชีจะเป็นข้อมูลสำหรับการประมวลผลและการตัดสินใจทางการเงิน
โดยนักการเงินจะนำตัวเลขทางการบัญชีมาประมวลผลตามที่ตนต้องการ
เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจทางการเงิน
ระบบสารสนเทศด้านการตลาด
การตลาด (marketing) เป็นหน้าที่สำคัญทางธุรกิจ
เนื่องจากหน่วยงานด้านการตลาดจะรับผิดชอบในการกระจายสินค้าและบริการไปสู่ลูกค้า
ตั้งแต่การศึกษา และวิเคราะห์ความต้องการ การวางแผนและการสร้างความต้องการ
ตลอดจนส่งเสริมการขายจนกระทั้งสินค้าถึงมือลูกค้า
ปกติการตัดสินใจทางการตลาดจะเกี่ยวข้องกับการจัดส่วนประสมทางการตลาด (marketing
mix) หรือ ส่วนประกอบที่ทำให้การดำเนินงานทางการตลาดประสบความสำเร็จ
ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (product)
ราคา (price) สถานที่ (place) และการโฆษณา (promotion) หรือที่เรียกว่า 4Ps
โดยสารสนเทศที่นักการตลาดต้องการในการวิเคราะห์ วางแผน ตรวจสอบ
และควบคุมให้แผนการตลาดเป็นไปตามที่ต้องการมาจากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้
1. การปฏิบัติงาน (operations)
เป็นข้อมูลที่แสดงถึงยอดขายและการดำเนินงานด้านการตลาด
ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
โดยข้อมูลการปฏิบัติงานจะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ช่วยในการตรวจสอบ
ควบคุม และวางแนวทางปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต
2. การวิจัยตลาด
(marketing research) เป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด
โดยเฉพาะพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของธุรกิจ
โดยนักการตลาดจะทำการวิจัยบนสมมติฐานและการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
ปกติข้อมูลในการวิจัยตลาดจะได้มาจากการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ เช่น การสังเกต
การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม
การวิจัยตลาดช่วยผู้บริหารในการวางแผนและการตัดสินใจทางการตลาด
แต่อาจมีข้อจำกัดของความถูกต้องและความน่าเชื่อถือในการอธิบายพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
3. คู่แข่ง
(competitor) คำกล่าวที่ว่า “รู้เขารู้เรา
รอบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง”
แสดงความสำคัญที่ธุรกิจต้องมีความเข้าใจในคู่แข่งขันทั้งด้านจำนวนและศักยภาพ
โดยข้อมูลจากการดำเนินงาน
ของคู่แข่งขันช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาดอย่างเหมาะสม
ปกติข้อมูลจากคู่แข่งขันจะมีลักษณะไม่มีโครงสร้าง ไม่เป็นทางการ
และมีแหล่งที่มีไม่ชัดเจน เช่น การทดลองใช้สินค้าหรือบริการ
การสัมภาษณ์ลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย การติดตามข้อมูลในตลาด
และข้อมูลจากสื่อสารมวลชน เป็นต้น
4. กลยุทธ์ขององค์การ
(corporate strategy) เป็นข้อมูลสำคัญทางการตลาด
เนื่องจากกลยุทธ์จะเป็นเครื่องกำหนดแนวทางปฏิบัติของธุรกิจ
และเป็นฐานในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดขององค์การ
5. ข้อมูลภายนอก (external
data) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม
และเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลต่อโอกาสหรืออุปสรรคของธุรกิจ
โดยทำให้ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของลูกค้าขยายหรือหดตัว
ตลอดจนสร้างคู่แข่งขันใหม่หรือ เปลี่ยนขั้นตอนและรูปแบบในการดำเนินงาน
สารสนเทศด้านการตลาดอาจจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจซึ่ง
เราสามารถจำแนกระบบย่อยของระบบสารสนเทศด้านการตลาดได้ดังต่อไปนี้
1. ระบบสารสนเทศสำหรับการขาย สามารถแบ่งออกเป็นระบบย่อย 3 ระบบดังต่อไปนี้
* ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการขาย
จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายขาย เพื่อให้การขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งข้อมูลที่ระบบต้องการจะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะทำการขาย รูปแบบ ราคา
และการโฆษณาต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า นอกจากนี้อาจเกี่ยวกับช่องทางและ
วิธีการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า
ตลอดจนคู่แข่งของผลิตภัณฑ์ที่จะขายและจำหน่ายสินค้าคงคลังของบริษัท
* ระบบสารสนเทศสำหรับวิเคราะห์การขาย
จะรวบรวมสารสนเทศในเรื่องของกำไรหรือขาดทุนของผลิตภัณฑ์
ความสามารถของพนักงานขายสินค้า ยอดขายของแต่ละเขตการขาย
รวมทั้งแนวโน้มการเติบโตของสินค้า ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากรายงานต่าง ๆ เช่น
รายงานการขาย รายงานของต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ เป็นต้น
* ระบบสารสนเทศสำหรับการวิเคราะห์ลูกค้า
จะช่วยในการวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อให้ทราบถึงรูปแบบของการซื้อและประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ
เพื่อที่ธุรกิจจะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
2. ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด
สามารถแบ่งออกเป็นระบบย่อยตามหน้าที่ได้ 2 ระบบ ดังต่อไปนี้
* ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยลูกค้า
การวิจัยลูกค้าจะต่างกับการวิเคราะห์ลูกค้าตรงที่ว่าการวิจัยลูกค้าจะมีขอบเขต
ของการใช้สารสนเทศกว้างกว่าการวิเคราะห์ลูกค้า
โดยการวิจัยลูกค้าจะต้องการทราบสารสนเทศ ที่เกี่ยวกับลูกค้าในด้านสถานะทางการเงิน
การดำเนินธุรกิจ ความพอใจ รสนิยมและพฤติกรรมการบริโภค
* ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด
การวิจัยตลาดจะให้ความสำคัญกับการหาขนาดของตลาดของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จะนำออกจำหน่าย
ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
หลังจากนั้นก็จะกำหนดส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์เพื่อทำการวางแผน กำหนดเป้าหมาย กำหนดกลยุทธ์และวางแผนกลยุทธ์
สารสนเทศที่เป็นที่ต้องการของการวิจัยตลาดคือสภาวะและแนวโน้มทาง เศรษฐกิจ
ยอดขายในอดีตของอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในตลาด
รวมทั้งสภาวะการแข่งขันของผลิตภัณฑ์นี้ด้วย
3. ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขาย เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานทางด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขาย เพิ่มยอดขายสินค้า
และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้สูงขึ้น
สารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือยอดขายของสินค้าทุกชนิดในบริษัท เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใดต้องการแผนการส่งเสริมการขาย
และสารสนเทศที่เกี่ยวกับผลกำไรหรือขาดทุนของสินค้าแต่ละชนิด
เพื่อให้ความสำคัญกับสินค้าตัวที่ทำกำไร
4. ระบบสารสนเทศสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ
เป็นระบบสารสนเทศที่วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ
ลักษณะและความต้องการของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ใหม่
หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าแต่ยังไม่มีตลาด
โดยสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการของระบบได้แก่
ยอดขายของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในอดีต
เพื่อให้ทราบถึงขนาดและลักษณะของตลาด และการประมาณการต้นทุน
เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าสมควรที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่
5. ระบบสารสนเทศสำหรับพยากรณ์การขาย เป็นระบบที่ใช้ในการวางแผนการขาย
แผนการทำกำไรจากสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของบริษัท
ซึ่งจะส่งผลไปถึงการวางแผนการผลิต การวางกำลังคน
และงบประมาณที่จะใช้เกี่ยวกับการขาย โดยสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือ ยอดขายในอดีต
สถานะของคู่แข่งขัน สภาวการณ์ของตลาด และแผนการโฆษณา
6. ระบบสารสนเทศสำหรับการวางแผนกำไร
เป็นระบบสารสนเทศที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนทำกำไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจ โดยสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือสารสนเทศจากการวิจัยตลาด
ยอดขายในอดีต สารสนเทศของคู่แข่งขัน
การพยากรณ์การขาย และการโฆษณา
7. ระบบสารสนเทศสำหรับการกำหนดราคา
การกำหนดราคาของสินค้านับว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งทางการตลาด
เพราะต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า คู่แข่งขัน กำลังซื้อของลูกค้า
โดยปกติแล้วราคาสินค้าจะตั้งจากราคาต้นทุนรวมกับร้อยละของกำไรที่ต้องการ
โดยสารสนเทศที่ต้องการได้แก่ ตัวเลขกำไรของผลิตภัณฑ์ในอดีต
เพื่อทำการปรับปรุงราคาให้ได้สัดส่วนของกำไรคงเดิม
ในกรณีที่ต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลง
8. ระบบสารสนเทศสำหรับการควบคุมค่าใช้จ่าย
บุคคลที่เป็นผู้ควบคุมค่าใช้จ่ายสามารถควบคุมได้โดยดูจากรายงานของผลการทำกำไร
กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงหรือสาเหตุของการคลาดเคลื่อนของค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ค่าโฆษณา
ค่าส่วนแบ่งการขาย เป็นต้น
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีส่วนสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
โดยเฉพาะการขยายโอกาสและเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้า
ซึ่งทำให้นักการตลาดสมัยใหม่ต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อก่อ
ให้เกิดโอกาสและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่องค์การ
ซึ่งจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของตน
ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน
การผลิต (production)
เป็นกระบวนการแปรรูปทรัพยากรการผลิต เช่น วัตถุดิบ แรงงาน และ
พลังงาน ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมในการจัดจำหน่ายแก่ลูกค้า โดยผู้ผลิตต้องพยากรณ์ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
โดยไม่ให้มีจำนวนมากหรือน้อยจนเกินไป
ตลอดจนควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของลูกค้า
โดยมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม
ปัจจุบันการขยายตัวของธุรกิจจากการผลิตเข้าสู่สังคมบริการ ทำให้มีการประยุกต์หลักการของการจัดการผลิตกับงานด้านบริการ
ซึ่งเราจะเรียกการผลิตในหน่วยบริการว่า “การดำเนินงาน (operations)” โดยที่แหล่งข้อมูลในการผลิตและการดำเนินงานขององค์การมีดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลการผลิต/การดำเนินงาน (production/operations
data) เป็นข้อมูลจากกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ
ซึ่งจะแสดงภาพปัจจุบันของระบบการผลิตของธุรกิจว่ามีประสทธิภาพมากน้อยเพียงใด
และมีปัญหาอย่างไรในการดำเนินงาน
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนในการแก้ปัญหาและการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต
2. ข้อมูลสินค้าคงคลัง (inventory
data) บันทึกปริมาณวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในโกดัง
โดยผู้จัดการต้องพยายามจัดให้มีสินค้าคงคลังในปริมาณไม่เกินความจำเป็นหรือขาดแคลนเมื่อเกิดความต้องการขึ้น
3. ข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบ (supplier
data) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณ
คุณสมบัติ และราคาวัตถุดิบ ตลอดจนช่วงทางและต้นทุนในการลำเลียงวัตถุดิบ
ปัจจุบันการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic data
interchange) หรือที่เรียกว่า EDI ช่วยให้การประสานงานระหว่างผู้ขายวัตถุดิบ
ธุรกิจ และลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ข้อมูลแรงงานและบุคลากร (labor
force and personnel data) ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานในสายการผลิตและปฏิบัติการ
เช่น อายุ การศึกษา และประสบการณ์ เป็นต้น
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดบุคลากรให้สอดคล้องกับงาน
ขณะที่ข้อมูลภายนอกเกี่ยวกับตลาดแรงงานจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนและจัดหาแรงงานทดแทน
และการกำหนดอัตราค่าจ้างอย่างเหมาะสม
5. กลยุทธ์องค์การ (corporate strategy) แผนกลยุทธ์ขององค์การจะเป็นแม่บทและแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การผลิตแลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ
การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานขององค์การ
นอกจากจะส่งผลต่อการพัฒนาผลิตผล (productivity) ของธุรกิจ โดยเฉพาะการปฏิบัติ
ตั้งแต่การตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ
การปรับปรุงกระบวนการผลิต การควบคุมสินค้าคงคลัง การวางแผนคุณภาพ การเพิ่มผลผลิต
และการควบคุมต้นทุนขององค์การให้มีประสิทธิภาพขึ้น
ทำให้ระบบอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตแล้ว
ยังส่งผลต่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและการจัดรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมโดยทางตรงและทางอ้อม
การวางแผนความต้องการวัสดุ
การบริหารทรัพยากรการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบ (raw materials) เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการด้านการดำเนินงานการผลิต
ถ้าธุรกิจมีปริมาณวัตถุดิบมากเกินไปจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสูง
แต่ถ้ามีปริมาณวัตถุดิบน้อยเกินไปก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อแผนและกระบวนการผลิต
ตลอดจนก่อให้เกิดค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ
การวางแผนความต้องการวัสดุ (material requirement planning) หรือที่เรียกว่า MRP เป็นระบบสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบการผลิต
เพื่อประกอบการวางแผนความต้องการวัสดุเพื่อให้ธุรกิจสามารถจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ
โดย MRP ให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้
1. ไม่เก็บวัตถุดิบเพื่อรอการใช้งานไว้นานเกินไป
ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและความเสี่ยงในการสูญหายหรือสูญเสีย
2. รายงานผลการผลิตและความเสียหายที่เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด
3. ควบคุมสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ
4. มีการตรวจสอบ
แก้ไข และติดตามผลข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
โดยที่ MRP มีบทบาทต่อระบบการผลิตขององค์การตั้งแต่การจัดหาวัสดุ
เพื่อทำการผลิตโดยการกำหนดปริมาณและระยะเวลาในการสั่งที่ประหยัดค่าใช้จ่าย
ตลอดจนจัดเตรียมรายละเอียดของการผลิตในอนาคตซึ่งเราสามารถสรุปว่า MRP มีข้อดีดังต่อไปนี้
1. ลดการขาดแคลนวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิต
2. ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง
3. ช่วยให้บุคลากรมีเวลาในการปฏิบัติงานอื่นมากขึ้น
4. ประหยัดแรงงาน
เวลา และค่าใช้จ่ายในการติดตามวัตถุดิบ
5. ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล
ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (human resource information system) หรือ HRIS หรือระบบสานสนเทศสำหรับบริหารงานบุคคล (personnel
information system) หรือ PIS เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล
ตั้งแต่การวางแผน การจ้างงาน การพัฒนาและการฝึกอบรม ค่าจ้างเงินเดือน
การดำเนินการทางวินัย ช่วยให้การบริหารทรัพยากรบุคคลเกิดประสิทธิภาพ
โดยที่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคลจะมีดังนี้
1. ข้อมูลบุคลากร
เป็นข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนขององค์การ ซึ่งประกอบด้วยประวัติเงินเดือนและ
สวัสดิการ เป็นต้น
2. ผังองค์การ
แสดงโครงสร้างองค์การ การจัดหน่วยงานและแผนกำลังคน
ซึ่งแสดงทั้งปริมาณและการจัดสรรทรัพยากรบุคคล
3. ข้อมูลจากภายนอก
ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลมิใช่ระบบปิดที่ควบคุมและดูแลสมาชิกภายในองค์การเท่านั้น
แต่จะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ซึ่งต้องการข้อมูลจากภายนอกองค์การ เช่น การสำรวจเงินเดือน อัตราการว่างงาน
อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น
การจัดการทรัพยากรบุคคลเป็นงานสำคัญที่มิใช่เพียงแต่การปฏิบัติงาน
ประจำวันที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลบุคลากรและค่าจ้างแรงงานเท่านั้น
แต่ต้องเป็นการดำเนินงานเชิงรุก (proactive) การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานช่วย
ให้งานทรัพยากรบุคคลมีประสิทธิภาพขึ้น
โดยที่การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้
1. ความสามารถ
(capability) หมายถึงความพร้อมขององค์การและบุคคลในการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยต้องพิจารณาความสามารถของบุคลากร 3 กลุ่มคือ
*ผู้บริหารระดับสูงต้องพร้อมที่จะสนับสนุนด้านนโยบาย
กำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาระบบสานสนเทศขององค์การ
*ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ
และตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์
เพื่อให้การทำงานในหน่วยงานมีความคล่องตัวขึ้น
* ฝ่ายสารสนเทศที่ต้องทำความเข้าใจและออกแบบระบบงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละกลุ่ม
2. การควบคุม
(control) การพัฒนา HRIS จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสารสนเทศโดยเฉพาะการเข้า
ถึงและความถูกต้องของข้อมูล
เนื่องจากข้อมูลด้านทรัยพากรบุคคลจะเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน
ซึ่งจะมีผลต่อชื่อเสียงและผลได้-ผลเสียของบุคคล
จึงต้องมีการจัดระบบการเข้าถึงและจัดการข้อมูลที่รัดกุม
โดยอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบในแต่ละหน่วยงานสามารถ
เข้าถึงและปรับปรุงสารสนเทศในส่วนงานของตนเท่านั้น
3. ต้นทุน
(cost) ปกติการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลจะมีต้นทุนที่สูง
ขณะเดียวกันก็จะไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงขององค์การทั้งในด้านการขยายตัวและหดตัวซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคลากร
ดังนั้นฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคลสมควรมีข้อมูลที่เหมาะสมในการตัดสินใจ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีค่าใช้จ่ายสูง
ซึ่งฝ่ายบริหารสมควรต้องพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับจากการพัฒนาระบบว่าคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไปหรือไม่
4. การติดต่อสื่อสาร (communication)
หมายถึงการพัฒนาระบบสารสนเทศต้องศึกษาการไหลเวียนของสารสนเทศ (inforamtion
flow) ภายในองค์การและความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมภายนอก
ตลอดจนเตรียมการในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ
เกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีกับการนำระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้
5. ความได้เปรียบในการแข่งขัน
(competitive advantage) ปัจจุบันการพัฒนา HRIS ไม่เพียงแต่ช่วยให้การดำเนินงานขององค์การมีประสิทธิภาพขึ้น
แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างศักยภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ
ปัจจุบันเราต่างยอมรับว่า
คนเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แต่ทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพยากรมีค่าใช้จ่ายสูงที่ธุรกิจ
ต้องรับภาระทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เงินเดือน สวัสดิการ
และข้อมูลผูกพันในสัญญาจ้างงาน HRIS
เป็นระบบสารสนเทศที่นำเสนอข้อมูลการตัดสินใจซึ่งเกิดประโยชน์แก่องค์การและสมาชิกแต่ละคน
ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างถูกต้องขึ้น
แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/thekhnoloyisarsnthes18/home/bth-thi-9-rabb-sarsnthes-thang-thurkic
กรณีศึกษา บทที่ 5
กรณีศึกษา บทที่ 5 เอ็กซ์ทราเน็ต
และความร่วมมือระหว่างองค์กร
อะไรคือผลประโยชน์ทางธุรกิจอื่นๆของอินทราเน็ตของ US West
ตอบ -
การติดต่อสื่อสารและความร่วมมือระหว่างพนักงานที่ง่ายขึ้น
- Global
Village ช่วยให้พนักงานทำกระบวนการธุรกิจหลักให้สำเร็จได้รวดเร็วขึ้นและสะดวกสบายมากกว่าระบบเดิม
- อินทราเน็ต US Westเป็นต้นทุนที่มีประสิทธิผล
คำถามท้ายบทที่ 5
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5 เอ็กซ์ทราเน็ต
และความร่วมมือระหว่างองค์กร
1 .
มีธุรกิจอะไรบ้างที่นำเข้าระบบอินทราเน็ตเข้าไปช่วยในการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรของตน
ตอบ
บริษัท US West Communications และ Netscape
Communications
2. นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ ที่มีบางบริษัทนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการติดต่อกับพนักงาน
และร้านค้าต่างๆ ด้วยการใช้โทรศัพท์
ตอบ
เป็นเครื่องมือที่ต้นทุนต่ำและใกล้ที่จะเป็นการสื่อสารสากลช่วยในการส่งโทรสาร
รับไปรษณีย์เสียงและนำสู่การสนทนาสองทาง
3.
มีอะไรบ้างที่เป็นข้อจำกัดในการนำเข้าระบบอินทราเน็ตมาใช้ในธุรกิจปัจจุบัน
ตอบ
เทคโนโลยีใหม่ที่ค่อยเป็นค่อยไป ขาดคุณสมบัติในเรื่องความปลอดภัย
ขาดการจัดการปฏิบัติงาน การสนับสนุนจากผู้ใช้ต่ำสุด อาจต้องการการยกระดับเครือข่าย
แม่ข่ายไม่สามารถใช้งานร่วมกัน ระหว่างรุ่นต่างๆได้
ไม่ได้อัตราส่วนกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โปรแกรมประยุกต์เชิงโต้ตอบที่เพิ่มขึ้น
ยากที่จะบำรุงรักษาสารบัญได้ตลอดเวลา ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์และเสียงที่ช้า
สารสนเทศที่ไม่ได้กรองอาจจะท่วมผู้ใช้ พนักงานไม่ทุกคนที่จะมีคอมพิวเตอร์
4.
นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากที่มีประสบการณ์ในการใช้คอมพิวเตอร์และมีความต้องการที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานร่วมกันหรือติดต่อกับบุคคลอื่น
เพราะเหตุใด
ตอบ
เห็นด้วย
เพราะในยุคนี้เป็นยุคของโลกไซน์เบอร์ที่ต้องมีการพัฒนาตัวเองทางด้านคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นเพื่อเพิ่มความรู้และตามทันคู่แข่งขันที่ทันสมัยที่มีการแข่งขันสูง
5. จงยกตัวอย่างของบริษัทที่ใช้อินทราเน็ตให้บริการทางธุรกิจ
ตอบ
บริษัท US West Communications
6. จงยกตัวอย่างของบริษัทที่ใช้เอ็กซ์ทราเน็ตให้บริการทางธุรกิจ
ตอบ
บริษัท Nu Skin Internetional
7. นักศึกษาเคยใช้การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(e-mail) หรือการพูดคุยผ่านระบบคอมพิวเตอร์(Chat)หรือการประชุมร่วมกันตัดสินใจหรือไม่ และให้เหตุผลที่จะนำเอาระบบเหล่านี้
มาที่ช่วยในการติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกัน จงอธิบาย
ตอบ เคย
เป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับผู้อื่นในธุรกิจ
ส่งสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ของเอกสาร แฟ้มข้อมูลและข้อความสื่อประสม
8.
จงยกตัวอย่างเครื่องมือการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
ตอบ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
ไปรษณีย์เสียง การส่งโทรสาร งานสิงพิมพ์บนเว็บ
บทที่ 5 เอ็กซ์ทราเน็ต และความร่วมมือระหว่างองค์กร
สรุปบทที่ 5 เอ็กซ์ทราเน็ต และความร่วมมือระหว่างองค์กร
อินทราเน็ต
เอ็กซ์ทราเน็ต และอินเทอร์เน็ต
นิยามความคิดของอินทราเน็ต
โดยเน้นวิธีการที่อินทราเน็ตสัมพันธ์กับอินเทอร์เน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ตได้อย่างไร
อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายภายในองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมือนอินเทอร์เน็ตภายในองค์กร เพื่อการแบ่งปันสารสนเทศ
การติดต่อสื่อสาร ความร่วมมือ และการสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ
อินทราเน็ตได้รับการป้องกันด้วยมาตรการความปลอดภัย เช่น รหัสผ่าน การเข้ารหัส
หรือด่านกันการบุกรุก
การสื่อสารและความร่วมมือ
อินทราเน็ตสามารถปรับปรุงการติดต่อสื่อสารและความร่วมมือภายในองค์กร
เช่น สามารถใช้บราวเซอร์และสถานีปลายทางเพื่อส่งและรับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
ไปรษณีย์เสียง โทรศัพท์ติดตามตัว
และโทรสารเพื่อติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นภายในองค์กร
และภายนอกผ่านอินเทอร์เน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต
สามารถใช้คุณสมบัติของกรุ๊ปแวร์อินทราเน็ตในการปรับปรุงความร่วมมือของทีมและโครงการ
เช่น กลุ่มหรือชุมชนสนทนา ห้องพูดคุย และการประชุมทางวีดีทัศน์และเสียง
งานสิ่งพิมพ์บนเว็บ
ความได้เปรียบของการพัฒนาและจัดพิมพ์เอกสารสื่อประสม
เชื่อมโยงหลายมิติให้เป็นฐานข้อมูลสื่อหลายมิติที่สามารถเข้าถึงบนแม่ข่าย World Wide Web ทำให้ไปสู่อินทราเน็ตขององค์กร
ความง่าย ความสวยงามน่าสนใจ ต้นทุนที่ต่ำของการจัดพิมพ์และการเข้าถึงสารสนเทศธุรกิจสื่อประสมภายในผ่านเว็บไซต์อินทราเน็ต
เช่น ผลิตภัณฑ์สารสนเทศไม่ว่าจะเป็นจดหมายข่าวของบริษัท การวาดภาพทางเทคนิค
และสารบัญแฟ้มผลิตภัณฑ์สามารถจัดพิมพ์ได้ในหลายๆรูปแบบ
รวมทั้งหน้าเว็บสื่อหลายมิติ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การแพร่สัญญาณของเน็ต
และบางส่วนของโปรแกรมประยุกต์ธุรกิจที่พัฒนาขึ้นภายใน
บราวเวอร์ซอฟต์แวร์อินทราเน็ต
แม่ข่ายและเครื่องมือค้นหาช่วยนำทางและหาที่ตั้งของสารสนเทศธุรกิจที่ต้องการได้โดยง่าย
การดำเนินธุรกิจการจัดการ
อินทราเน็ตถูกใช้เป้นฐานงานสำหรับการพัฒนาและนำมาใช้กับโปรแกรมประยุกต์ธุรกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจด้านการจัดการระหว่างองค์กร
เช่น หลายๆบริษัทกำลังพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ให้ตรงตามความต้องการ เช่น การประมวลผลการสั่งซื้อ
การควบคุมสินค้าคงคลัง การจัดการขาย และระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร
ซึ่งสามารถนำมาใช้บนอินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต และอินเทอร์เน็ต
โปรแกรมประยุกต์หลายโปรแกรมได้๔ุกออกแบบเพื่อต่อประสานและเข้าถึงฐานข้อมูลของบริษัทและระบบเทคโนโลยีเดิม
ซอฟต์แวร์ที่ธุรกิจใช้งานเหล่านี้ เรียกว่า
" เเอปเพล็ต " หรือครอสแวร์ ถูกติดตั้งยนต์แม่ข่ายอินทราเน็ต
พนักงานภายในบริษัทหรือหุ้นส่วนทางธุรกิจภายนอกสามารถเข้าถึงและใช้โปรแกรมประยุกต์เหล่านั้นโดยผ่านเว็บบราวเซอร์จากที่ใดก็ได้บนเครือข่าย
ประโยชน์ของอินทราเน็ต
Øครอบคลุมองค์กรสากล
Øกำหนดส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ได้เองโดยง่ายผ่านบราวเซอร์
Øประเมินต้นทุนต่ำ
Ø ซอฟต์แวร์ต้นทุนต่ำ
Øสามารถใช้งานบนทุกฐานงาน
Ø การถ่ายโอนแฟ้มปรับเข้ากับมาตรฐาน
Ø การสร้างเอกสารปรับเข้ากับมาตรฐาน
Øโปรโตคอลเครือข่ายปรับเข้ากับมาตรฐาน TCP/IP
Øลดกระดาษ / ต้นทุนการพิมพ์
Øลดการตลาด / ต้นทุนการขาย
ข้อจำกัดของอินทราเน็ต
Øเทคโนโลยีใหม่ที่ค่อยเป็นค่อยไป
Øขาดคุณสมบัติในเรื่องความปลอดภัย
Øขาดการจัดการปฏิบัติงาน
Øการสนับสนุนจากผู้ใช้ต่ำสุด
Øอาจต้องการการยกระดับเครือข่าย
Øซอฟต์แวร์บราวเซอร์ /
แม่ข่ายไม่สามารถใช้งานร่วมกันระหว่างรุ่นต่างๆได้
Øไม่ได้อัตราส่วนกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โปรแกรมประยุกตืเชิงโต้ตอบที่เพิ่มขึ้น
Øยากที่จะบำรุงรักษาสารบัญได้ตลอดเวลา
Øภาพเคลื่อนไหว วิดีทัศน์ และเสียงที่ช้า
Øสารสนเทศที่ไม่ได้กรองอาจจะท่วมผู้ใช้
Øพนักงานไม่ทุกคนที่จะมีคอมพิวเตอร์
แหล่งที่มา : https://sirinyazoey.blogspot.com/2018/09/5.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
แบบทดสอบบทที่8
https://forms.gle/4cxifuNbJUJ6YgUy7
-
สรุปบทที่ 2 พื้นฐานของระบบสารสนเทศ (Fundamentals of Information Systems) แนวคิดเรื่องระบบสารสนเทศพื้นฐาน ( Fundamental Informat...
-
คำถามท้ายบทที่7 1.อะไรคือความแตกต่างระหว่างความสามารถของผู้บริหารในการเรียกข้อมูลออกมาใช้ตามความต้องการของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ...
-
กรณีศึกษาจริง อะไรคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ GATX ได้รับจากการพัฒนา ERP ซอฟต์แวร์ให้เข้ากับความต้องการ ตอบ GATX ตัดสินใจสร้...